Print This Email This
ประวัติบริษัท

บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) ("บริษัท" หรือ "ฮอท พอท") จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 ในนามบริษัท ฮอท พอท จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 16 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจร้านอาหารประเภทสุกี้ชาบู ภายใต้การบริหารของนางสาวสกุณา บ่ายเจริญ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและบุกเบิกธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2538 โดยเริ่มจากร้านอาหารสุกี้ชาบู ตามสั่ง หรือแบบ A La Carte (การสั่งอาหารที่มีอยู่ในเมนู) สาขาแรกในนามร้าน "โคคาเฟรช สุกี้" ที่ห้างตะวันออกคอมเพล็กซ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีลูกค้าเป้าหมาย เป็นกลุ่มครอบครัว ภายใต้พื้นที่บริหารจัดการประมาณ 300 ตารางเมตร ซึ่งได้รับความนิยมมากและเป็นร้านสุกี้ร้านเดียวที่ขึ้นชื่อในจังหวัดฉะเชิงเทรา และต่อมาได้ขยายสาขาในห้างตามจังหวัดต่างๆ เช่น สระบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ กำแพงเพชร และพิษณุโลกเป็นต้น โดยรูปแบบการขยายสาขาในขณะนั้นดำเนินการโดยจัดตั้งบริษัทต่างๆ เพื่อควบคุมร้านสาขาในแต่ละภูมิภาค

ในปี 2544 บริษัทได้เปลี่ยนแบรนด์ร้านอาหารจาก "โคคาเฟรช สุกี้" มาเป็น "ฮอท พอท สุกี้ ชาบู เรสโตรองต์"

ในปี 2547 ได้เปลี่ยนรูปแบบการบริหารการจัดการใหม่ โดยการก่อตั้งบริษัท ฮอท พอท จำกัด เพื่อเป็นศูนย์รวมในการบริหารงานและบริหารจัดการร้านสาขาทั้งหมด และในเดือนตุลาคม 2547 บริษัทได้เพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 40 ล้านบาท เป็น 56 ล้านบาท เพื่อรับโอนสินทรัพย์ของสาขาต่างๆ จากกลุ่มบริษัทเดิมเข้าเป็นสินทรัพย์ของบริษัท

ในปี 2548 บริษัทได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้วยการรุกตลาดร้านอาหารประเภทสุกี้ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โดยการเปิดร้านบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติที่เน้นอาหารประเภทสุกี้ ชาบูเป็นหลัก ที่สาขาเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 เป็นแห่งแรกในเดือนพฤษภาคม 2548 ในรูปแบบร้าน "ฮอท พอท อินเตอร์ บุฟเฟ่ต์" ประกอบด้วยสุกี้ ชาบูและอาหารนานาชาติหลากหลายกว่า 100 รายการ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีผู้ประกอบการธุรกิจสุกี้ ชาบูรายใดดำเนินการ ส่งผลให้ธุรกิจของบริษัทประสบความสำเร็จ สามารถเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้อย่างดี ลูกค้าให้การยอมรับและ รู้จักแบรนด์ฮอท พอท มากขึ้น ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเปิดตัวในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญบนแนวความคิดที่ว่า นอกจากอาหารที่อร่อยและการบริการที่ดีแล้ว ยังต้องมอบ "ความคุ้มค่า" ในการบริโภคให้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้นโดยบริษัทได้ตัดสินใจขยายธุรกิจไปในแนว "บุฟเฟ่ต์" อิ่มได้ไม่อั้น All You Can Eat และได้ทยอยปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านอาหารจากร้านสุกี้ ชาบูตามสั่งหรือแบบ A La Carte มาเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ เกือบทั้งหมด ซึ่งหลังจากการปรับเปลี่ยนเป็นร้านบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติที่มีความแตกต่างกับร้านสุกี้หลายราย ประกอบกับการมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพอาหารและการบริการ รูปแบบร้าน และความหลากหลายของอาหารอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้บริษัทได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า

ในปี 2549 กองทุนออรีออส เซาท์ อีสท์ เอเชีย ("กองทุนออรีออส") และกองทุนส่วนบุคคลของธนาคารออมสิน โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด (ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2554 เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนเป็นกองทุนส่วนบุคคลของธนาคารออมสิน โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด) ได้ตกลงเข้าร่วมทุนในบริษัท เพื่อให้การสนับสนุนทางการเงิน

  • 2559
  • 2558
  • 2557
  • 2556
  • 2555
  • 2554
  • 2550
2550

เดือนกุมภาพันธ์บริษัทได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานบนที่ดินเนื้อที่รวม 13-0-96 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 11/1 ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานีเพื่อเป็นโรงงานผลิตอาหารและเป็นครัวกลาง ให้กับร้านสาขาทั้งหมดของบริษัท

2554

วันที่ 6 กรกฎาคม บริษัทจดทะเบียนแปรสภาพจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชนจำกัด พร้อมทั้งลดมูลค่าหุ้น ที่ตราไว้จากหุ้นละ 10 บาท เหลือหุ้นละ 0.25 บาท และเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกจำนวน 15,346,160 บาท จากทุนจดทะเบียนจำนวน 86,153,840 บาท เป็น 101,500,000 บาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 61,384,640 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 บริษัทได้เข้าซื้อและรับโอนกิจการร้านอาหารไดโดมอน ซึ่งเป็นร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น จากบริษัท ไดโดมอน กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ("ไดโดมอน")1 รวมถึงการรับโอนสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานทั้งหมดและสินทรัพย์ อื่นๆ เช่น สูตรอาหารและซอส ฐานลูกค้า สมาชิก คู่สัญญาทางธุรกิจ รวมทั้งพนักงานของไดโดมอน ตลอดจนเครื่องหมายการค้า ชื่อทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจร้านอาหารและอาหาร ได้แก่ ไดโดมอน อูมามิยาสุกิและมิตาเกะ2 เพื่อมาดำเนินการต่อ ภายใต้การบริหารและจัดการของบริษัท

2555

เดือนกันยายน บริษัทได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 61,384,640 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ0.25 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นไปใช้ในการขยายสาขาใหม่ และปรับปรุงสาขา รวมทั้งชำระคืนเงินกู้ยืมและเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท โดยในครั้งนี้กองทุนออรีออสได้เสนอขายหุ้นสามัญเดิมของบริษัท จำนวน 40,600,260 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของทุนที่เรียกชำระแล้ว และบริษัทได้นำหุ้นสามัญทั้งหมดเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555

2556

บริษัทได้ขยายสาขาเพิ่มเติม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 มีสาขาที่เปิดให้บริการเพิ่มเป็น 153 สาขา จากจำนวน 138 สาขาในปี2555 โดยได้เปิดสาขาใหม่ จำนวน 27 สาขา เป็นสาขาภายใต้แบรนด์"ฮอท พอท" จำนวน 23 สาขา และแบรนด์ "ไดโดมอน"4สาขา ทั้งนี้ในปี2556 บริษัทได้เริ่มกลยุทธ์ในการให้บริการแบบเพิ่มเตาปิ้งย่างในสาขาฮอท พอทบางสาขา (คิดค่าบริการ เพิ่มสำหรับลูกค้าที่เพิ่มเตาปิ้งย่าง 30 บาทต่อคน) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยมีลูกค้ากว่า 70% รับประทานทั้งแบบหม้อต้ม และเตาปิ้งย่าง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 บริษัทเปิดให้บริการสาขาฮอท พอท ที่มีเตาปิ้งย่างเพิ่มเติม จำนวนทั้งหมด 14 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่เปิดใหม่9 สาขา และสาขาที่มาจากการปรับเปลี่ยนแบรนด์ 5 สาขา

สำหรับสาขาไดโดมอน ซึ่งซื้อมาจากบริษัท ไดโดมอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทได้ทำการปรับปรุงสาขาที่ยังไม่ได้ปรับปรุง ที่เหลืออยู่เกือบทั้งหมด จำนวน 10 สาขา พร้อมทั้งได้เพิ่มบริการรูปแบบสุกี้ชาบูในร้านไดโดมอนที่ปรับปรุงใหม่และบางสาขาได้มีการ เปลี่ยนแบรนด์เป็น ฮอท พอท ที่เพิ่มปิ้งย่าง โดยยังคงเหลือเพียง 2สาขาที่ยังไม่ได้ดำเนินการปรับปรุง ได้แก่สาขาไอทีสแควร์เนื่องจาก มีแผนที่จะปิดสาขา และปรับปรุงสาขาฮอท พอทที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าเดียวกัน พร้อมเพิ่มเติมปิ้งย่าง และสาขาเซ็นเตอร์วัน ซึ่งรอ ทางศูนย์การค้าปรับปรุงพื้นที่

2557

บริษัทได้เปิดสาขาใหม่จำนวน 18 สาขา แบ่งเป็น แบรนด์ฮอท พอท อินเตอร์บุฟเฟ่ต์จำนวน 16 สาขา โดยจำนวน 15 สาขา เป็นสาขาที่เพิ่มปิ้งย่าง และแบรนด์ฮอท พอท สุกี้ชาบูขนาดเล็ก จำนวน 2 สาขา ในขณะเดียวกัน บริษัทได้ปิดสาขาจำนวน 27 สาขา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาขาที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน เพื่อให้ผลประกอบการในภาพรวมของบริษัทดีขึ้นในอนาคต ทำให้ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 บริษัทมีสาขาที่เปิดให้บริการทั้งสิ้นจำนวน 144 สาขา

บริษัทยังได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนแบรนด์ให้มีความเหมาะสม โดยการปรับปรุงสาขาแบรนด์ ฮอท พอท บุฟเฟ่ต์ แวลลู ให้ดูทันสมัย พร้อมทั้งเปลี่ยนแบรนด์เป็น ฮอท พอท อินเตอร์บุฟเฟ่ต์ทั้งหมดซึ่งดำเนินแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ทั้งนี้เพื่อลดความสับสน ในแบรนด์และทำให้แบรนด์มีความชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมทั้งได้ปรับปรุงร้านสาขาแบรนด์ฮอท พอท ราเมน บุฟเฟ่ต์ซึ่งมีอยู่เพียงสาขา เดียวที่เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 ให้เป็นแบรนด์ใหม่ที่บริษัทสร้างขึ้นมาเอง คือ ซิกเนเจอร์สเต๊ก ลอฟต์โดยได้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2557

นอกจากนั้น บริษัทได้เพิ่มช่องทางการวางจำหน่ายน้ำจิ้มสุกี้ในห้างเทสโก้โลตัส โดยได้เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นมา

2558

บริษัทมีแผนขยายสาขาด้วยความระมัดระวัง โดยเลือกเฉพาะสาขาที่อยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยได้เปิดสาขาทั้งหมดจำนวน 11 สาขา ซึ่ง 1 สาขา คือ สตาร์ พลาซ่า จังหวัดสระแก้ว ทางศูนย์การค้าเป็นผุ้ลงทุนเองทั้งหมด สำหรับร้านสาขาที่เปิดใหม่แบ่งเป็นแบรนด์ ฮอท พอท อินเตอร์ บุฟเฟ่ ต์ จำนวน 5 สาขา (3 สาขาเป็นสาขาที่ให้บริการทัง้ แบบต้มและเพิ่มปิ้งย่าง) และแบรนด์ซิกเนเจอร์ จำนวน 6 สาขา ซึ่ง 4 สาขาเป็นสาขาเปิดใหม่ และอีก 2 สาขาเป็นสาขาของร้านฮอท พอท ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ จึงได้มีแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ร้าน คือ ร้านฮอท พอท และร้านซิกเนเจอร์

สำหรับการปิดสาขา บริษัทได้ปิดสาขาจำนวน 12 สาขา โดยเป็นสาขาที่มีผลประกอบการขาดทุน จำนวน 10 สาขา รวมถึงสาขาที่ครบกำหนดสัญญา และบริษัทไม่ประสงค์จะต่อสัญญา จำนวน 2 สาขา ทำให้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 บริษัทมีสาขาที่เปิดให้บริการทัง้ สิ้นจำนวน 143 สาขา

2559

บริษัทยังคงมีความระมัดระวังในการเปิดสาขาใหม่ โดยพิจารณาถึงศักยภาพของศูนย์การค้าเป็นสำคัญ รวมถึงลดขนาดของเงินลงทุนลง มีการนำเอาทรัพย์สินของร้านสาขาที่ปิดแล้วกลับมาใช้ และมีบางสาขาที่ศูนย์การค้าลงทุนให้บางส่วน โดยบริษัทได้เปิดสาขาทั้งหมดจำนวน 8 สาขา แบ่งเป็นแบรนด์ ฮอท พอท อินเตอร์ บุฟเฟ่ต์ จำนวน 2 สาขา (1 สาขาเป็นสาขาที่ให้บริการทั้งแบบต้มและเพิ่มปิ้งย่าง) แบรนด์ซิกเนเจอร์ จำนวน 5 สาขา และแบรนด์ไดโดมอน 1 สาขา มีการปรับเปลี่ยนแบรนด์ร้านสาขาจำนวน 7 สาขา โดยปรับเปลี่ยนจากแบรนด์ฮอท พอท อินเตอร์ บุฟเฟ่ต์ เป็นซิกเนเจอร์ 4 สาขา ฮอท พอท สุกี้ชาบู 1 สาขา ไดโดมอน 1 สาขา และพอทจัง 1 สาขา ในขณะเดียวกัน บริษัทได้ปิดสาขาจำนวน 10 สาขา ประกอบด้วยสาขาที่มีผลประกอบการขาดทุน จำนวน 7 สาขา ศูนย์การค้าเรียกคืนพื้นที่ จำนวน 2 สาขา และศูนย์การค้าปิดดำเนินเพื่อปรับปรุงพื้นที่ 1 สาขา ทำให้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 บริษัทมีสาขาที่เปิดให้บริการทั้งสิ้นจำนวน 141 สาขา

บริษัทยังได้ขยายธุรกิจไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยการขายแฟรนไชส์แบรนด์ฮอท พอท อินเตอร์ บุฟเฟ่ต์ ให้แก่ผู้ประกอบการลาวรายหนึ่ง ซึ่งได้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2559 นอกจากนั้น บริษัทได้เพิ่มช่องทางในการจำหน่ายน้ำจิ้มสุกี้ไปยังเทสโก้ โลตัส เอ็กเพรส อีกกว่า 600 สาขา ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 เป็นต้นไป

บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้น โดยในปี 2559 นางสาวสกุณา บ่ายเจริญ กรรมการ ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ได้ขายหุ้นในกระดานใหญ่ (Big Lot) ให้แก่นายอภิชัย เตชะอุบล จำนวน 65,900,000 หุ้น (ร้อยละ 16.23 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) และบริษัท ไทยพัฒนาโรงงาน อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) จำนวน 9,100,000 หุ้น (ร้อยละ 2.24 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) ทำให้ ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2559 สัดส่วนการถือของนางสาวสกุณา บ่ายเจริญ ลดลงจาก 102,022,000 หุ้น (ร้อยละ 25.13 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2558 เหลือ 27,022,000 หุ้น (ร้อยละ 6.66 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด)

(1)ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ไดโดมอนได้เปลี่ยนชื่อเป็น"บริษัท วีรีเทลจำกัด (มหาชน)"

(2)บริษัทได้ทยอยปิดสาขาของไดโดมอนในแบรนด์อูมามิ ยาสุกิ และมิตาเกะหรือเปลี่ยนบางสาขามาเป็นแบรนด์ไดโดมอน ตามความเหมาะสม ซึ่งปัจจุบันไม่มีการใช้แบรนด์อูมามิ ยาสุกิ และมิตาเกะสำหรับสาขาร้านอาหารของบริษัทแล้ว