Print This Email This
สารจากประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ในปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขาย 2,054.34 ล้านบาท ลดลง 78.37 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.67 จากปี 2558 เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังชะลอตัว และผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร และหนี้สินต่อครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ผู้ประกอบการในธุรกิจร้านอาหารมีจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิมและผู้ประกอบการรายใหม่ทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้น บริษัทจึงต้องมีการจัดกิจกรรมทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโปรโมชั่นส่วนลดราคา เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ามาใช้บริการ ซึ่งทำให้รายได้จากการขายของบริษัทไม่ลดลงมากนัก แต่ในขณะเดียวกันสัดส่วนของต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายสุทธิเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 47.22 เป็นร้อยละ 48.69 จากการให้ส่วนลดที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่ม ซึ่งส่งผลทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากร้อยละ 52.78 เหลือร้อยละ 51.31 อย่างไรก็ตาม บริษัทได้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ลดลงจำนวน 70.92 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.78 นอกจากนั้น ในปี 2559 บริษัทได้มีการบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์จำนวน 11.19 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งค่าเผื่อด้อยค่าของสินทรัพย์ ส่วนปรับปรุงอาคารตามสัญญาเช่าของร้านสาขาที่มีผลประกอบการขาดทุน และมีแนวโน้มที่อาจจะเปิดสาขา รวมทั้ง มีการบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ จำนวน 23.36 ล้านบาท ซึ่งเป็นการนำสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจากผลขาดทุนทางภาษีที่ยังไม่ได้ใช้ออกไปก่อน จนกว่าผลประกอบการของบริษัทแนวโน้มที่ชัดเจน เพื่อใช้ในการประเมินโอกาสและความน่าจะเป็นที่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนสุทธิ 148.23 ล้านบาท และมีขาดทุนเบ็เสร็จรวม 129.01 ล้านบาทเปรียบเทียบกับปี 2558 ซึ่งขาดทุนสุทธิ 94.99 ล้านบาท

สิ่งที่บริษัทได้ดำเนินการในปี 2559 สรุปได้ดังนี้

  • บริษัทยังคงมีความระมัดระวังในการเปิดสาขาใหม่ โดยพิจารณาถึงศักยภาพของศูนย์การค้าเป็นสำคัญ การลดขนาดของเงินลงทุนลง แต่ไม่ให้กระทบต่อคุณภาพบริการ โดยการนำเอาทรัพย์สินของร้านสาขาที่ปิดแล้วกลับมาใช้ และมีบางสาขาที่ศูนย์การค้าลงทุนให้บางส่วน ในปี 2559 บริษัทได้เปิดสาขาทั้งหมดจำนวน 8 สาขา เปรียบเทียบกับปี 2558 ซึ่งมีการเปิดสาขาจำนวน 11 สาขา ซึ่งแบ่งเป็นแบรนด์ ฮอท พอท อินเตอร์ บุฟเฟ่ต์ จำนวน 2 สาขา (1 สาขาเป็นสาขาที่ให้บริการทั้งแบบต้มและเพิ่มปิ้งย่าง) แบรนด์ซิกเนเจอร์ จำนวน 5 สาขา และแบรนด์ไดโดมอน 1 สาขา โดยใช้เงินลงทุนเฉลี่ยประมาณสาขาละ 2 ล้านบาท และมีการปรับเปลี่ยนแบรนด์ร้านสาขาจำนวน 7 สาขา โดยปรับเปลี่ยนจากแบรนด์ฮอท พอท อินเตอร์ บุฟเฟ่ต์ เป็นซิกเนเจอร์ 4 สาขา ฮอท พอท สุกี้ชาบู 1 สาขา ไดโดมอน 1 สาขา และพอทจัง 1 สาขา
  • บริษัทได้ปิดร้านสาขาจำนวน 10 สาขา เปรียบเทียบกับปี 2558 ซึ่งได้ปิดร้านสาขาจำนวน 12 สาขา โดยร้านสาขาที่ปิดในปี 2559 ประกอบด้วยสาขาที่มีผลประกอบการขาดทุน จำนวน 7 สาขา ศูนย์การค้าเรียกคืนพื้นที่ จำนวน 2 สาขา และศูนย์การค้าปิดดำเนินเพื่อปรับปรุงพื้นที่ 1 สาขา ทำให้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 บริษัทมีสาขาที่เปิดให้บริการทั้งสิ้นจำนวน 141 สาขา ลดลงจาก 143 สาขา ณ สิ้นปี 2558 โดยร้านสาขาแบ่งได้เป็น ร้าน“ฮอท พอท” จำนวน 113 สาขา ร้าน“ไดโดมอน” จำนวน 11 สาขา และร้าน “ซิกเนเจอร์” จำนวน 17 สาขา กระจายอยู่ในห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด และศูนย์การค้าต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริณฑล และต่างจังหวัด ในสัดส่วนร้อยละ 41 ต่อ 59
  • บริษัทได้มีการพัฒนาและปรับปรุงเมนูอาหารให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เช่น น้ำซุปต้มยำมันกุ้ง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า น้ำซุปต้มยำเย็นตาโฟ น้ำจิ้มซีฟู้ด เป็นต้น รวมถึงได้จัดเสิรฟ์เมนูอาหารสำหรับเทศกาลอาหารต่าง ๆ เช่น เมนูอาหารยุโรปสำหรับเทศกาลบอลยูโร และเมนูอาหารมงคลสำหรับเทศกาลกินเจ
  • บริษัทได้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยการขายแฟรนไชส์แบรนด์ฮอท พอท อินเตอร์ บุฟเฟ่ต์ ให้แก่ผู้ประกอบการรายหนึ่งในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งได้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2559
  • บริษัทได้เพิ่มช่องทางในการจำหน่ายน้ำจิ้มสุกี้ไปยังเทสโก้ โลตัส เอ็กเพรส อีกกว่า 600 สาขา ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 เป็นต้นไป

สำหรับในปี 2560 สถานการณ์ทางเศรษฐกิจน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายและลงทุนของภาครัฐที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงอย่างต่อเนื่อง กำลังซื้อของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชนเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และอาจจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน รวมทั้งการแข่งขันที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น และต้นทุนประกอบการที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นแรงกดดันต่อผลประกอบการของบริษัท ดังนั้น บริษัทจะได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดนโยบาย และกลยุทธ์ทางธุรกิจด้วยความระมัดระวัง เหมาะสม และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท นอกจากนั้น ตั้งแต่ต้นปี 2560 บริษัทได้มีผู้ถือหุ้นใหญ่ซึ่งเป็น Strategic partner มีประสบการณ์ในธุรกิจร้านอาหารเข้ามาร่วมบริหารงาน ซึ่งมีแผนธุรกิจในการปรับปรุงร้านสาขา โดยจะมีการพัฒนา/ปรับเปลี่ยนแบรนด์ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีความเป็นพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น และเน้นปรับปรุงให้แต่ละแบรนด์มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ในตัวเอง รวมทั้งการพัฒนา/ซื้อแบรนด์ใหม่ ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นสไตล์ร้านอาหารที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และมีโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มมากขึ้น โดยจะเน้นการเปิดร้านสาขาในพื้นที่ใจกลางเมืองเป็นหลัก

สุดท้ายนี้ ในนามของคณะกรรมการบริษัท ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น ลูกค้า สถาบันการเงิน กลุ่มพันธมิตรทางการค้า และผู้ที่มีส่วนได้เสียส่วนต่าง ๆ ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทมาโดยตลอด และหวังเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนของท่านในโอกาสต่อไป รวมถึงขอขอบคุณกรรมการ ผู้บริหารและพนักงานที่ได้ทุ่มเทและร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ บริษัทขอรับรองว่าบริษัทมีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทพลิกกลับมามีกำไรอีกครั้ง ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และยึดมั่นในจรรยาบรรณธุรกิจ รวมทั้งให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบทางสังคม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม